KisseyDiary

จำได้ไหมที่เราบอกว่าเราได้ทุนไปเรียนญี่ปุ่นเป็นระยะเวลาหนึ่งปี

 แต่รู้อะไรไหม เมื่อวันก่อนพ่อบอกว่าเราไม่ได้ไปแล้ว...

 

......................................

 

            เมื่อปีก่อน เราเริ่ม"อะไรๆ" ช้าไปมากนัก เราเริ่มหาทุนเพื่อที่จะไปสอบและไปเรียนที่ญี่ปุ่น แต่เรากลับไปเจอมันเปิดรับสมัครวันสุดท้าย เราร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง

           ปีนี้เราเลยเริ่มใหม่ หาทุนตั้งแต่เนิ่นๆ เตรียมตัวสอบ ดำเนินการไปสอบ จนกระทั่งได้ทุน ความรู้สึกตอนนั้นมีความสุขมาก ที่รู้ว่าตัวเองทำได้และกำลังจะได้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ไปเริ่มต้นชีวิตโซโลเดี่ยวที่นั่น หนึ่งปีเต็ม ที่จะได้ไปตักตวงประสบการณ์ใหม่ที่อยากได้ ได้เรียนรู้ชีวิตโลกภายนอกอันกว้างขวาง เปิดหูเปิดตา 

          เรากรอกเอกสารทั้งหมดที่เขาเอามาให้ แล้วมันก็มีให้กรอกเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์

         คือเราเป็นโรคซึมเศร้า(ปัจจุบันกินยา) มันก็ไม่ได้อะไรหรอก ก็แต่ว่างๆก็จิตตก ร้องไห้ จิตตกมันทั้งวัน แต่มันก็เหมือนกันกับที่หลายๆคนเป็น แค่มากกว่านิดหน่อย  แต่ก็ใช่ว่าเราจะเป็นโรคจิตนิ? แล้วตอนนี้หมอก็ให้ยามากิน เด๊ยวนี้เราดีขึ้นแล้ว เอาเป็นว่ามันดีกว่าปีก่อน เพราะปีก่อนไม่ได้ไปหาหมอ เครียดมาก เครียดมากๆ ทั้งเรื่องเพื่อนเรื่องการเรียน หลายๆอย่าง

       เราก็เลยกรอกเอกสารตามความเป็นจริง ให้หมอช่วยรับรองว่าเราไปได้ แต่ต้องโทรคุยกับหมอทุกๆเดือน เดือนละครั้งอะไรงี้ ถ้าปีนี้มันยังไม่หายอ่ะนะ  แต่เราก็รู้นะว่ามันต้องมีผลต่อการพิจารณาแน่ๆ

       พ่อกับแม่เราก็จะถามย้ำกับเราบ่อยๆว่า "ถ้าไม่ได้จะเสียใจมากไหม" เราก็บอกว่า "ไม่หรอก" พยายามบอกตัวเองว่าเขายังไม่บอกสักหน่อยว่าไม่ได้ไป เพราะงั้นตอนนี้มันยังมีโอกาส

       แล้ววันหนึ่ง พ่อก็เรียกเราไปคุย ตอนนั้นเรามีลางสังหรณ์แปลกๆ เหมือนกับตอนนี้เราถูกแม่จับได้ว่าอ่านวาย(ฮา) เราตัวชาดิกจากหัวไปถึงปลายเท้า ยิ้มไม่ออกแต่ก็พยายามยิ้ม  พ่อก็ถามเราว่า "จะเสียใจไหมถ้าไม่ได้ไป"  เราก็เลยนึกในใจว่ารู้แล้วว่าเรื่องอะไรแล้วก็ถามพ่อต่อ "เขาบอกมาแล้วใช่ไหม"  พ่อเราก็บอกว่า "ใช่" 

     ตอนนั้นก็อึ้งไปสักพัก แล้วก็ยิ้มเหมือนเดิม ก็อยากร้องไห้นะ แต่ว่าเราอยากแสดงให้พ่อแม่เห็นว่า เราโตขึ้นแล้ว ถึงในใจจะร้องไห้ไปแล้วก็เหอะ  ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะคิดคำไหนมาปลอบตัวเอง ยิ่งคำว่า "วันหน้าเรายังมีโอกาส" ไม่รู้สิ เราไม่เคยรู้สึกดีกับคำนี้เลย เราคิดว่าถ้าตายพรุ่งนี้ คำแบบนี้ก็คงไม่มีความหมาย

     แต่ก็เอาเถอะ เรารับได้นะที่เราไม่ได้ไป เราคิดว่าถ้าได้ไปหลังจบม.6ก็ดี  จะได้ซื้อวายได้ (นั่น เอากับมันสิ) แล้วก็จะได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆที่โรงเรียนด้วย จะได้เป็นชีวิตม.ปลายที่ได้เก็บความทรงจำดีไว้อย่างเต็มเปี่ยมหลังจากจบออกไป ก็แทนที่จะได้อยู่กับเพื่อนแค่สองปี ก็อยู่กับมันซะสามปี

     แต่แค่รับไม่ค่อยได้กับเหตุผลที่ไม่ได้ไป... ไม่รู้สิ  เหตุผลเพราะเราไปหาหมอจิตแพทย์ เพราะเรากินยาจากจิตแพทย์

     เราไม่อยากให้เหตุผลนี้กลายเป็นอุปสรรคกับความฝันของใครอีกแล้ว  มันกลับกลายเป็นว่าการไปหาหมอจิตแพทย์เป็นเรื่องที่ผิด  ทั้งๆที่มันไม่ใช่ การที่ไปหาหมอ แต่แสดงว่าเราติดตามตัวเองตลอด ถูกไหม? มีหลายคนบนโลกที่เป็นแบบนี้(หรือมากกว่า)แล้วไม่ยอมไปหาหมอ

     เรารู้นะว่าเคยมีประวัติว่าเด็กที่ไปญี่ปุ่นคนหนึ่งพยายามทำร้ายตัวเองและถูกส่งกลับด่วน แต่เราไม่ใช่คนนั้นและจะรู้ได้ยังไงว่าคนนั้นไม่ได้เป็นมากกว่าเราแล้วไม่ยอมไปหาหมอ

     ถ้าให้ยกตัวอย่างก็แมลงสาป เวลาที่เราเจอแมลงสาปหรือจะไม่เจอก็ได้ เราจะรู้ได้ยังไงว่าห้องๆนั้นมันไม่มีแมลงสาป แล้วถ้ามันมี เวลาที่เห็นกับตัวเลยคือเจอมันเห็นมันเกาะอยู่ที่ได้ที่หนึ่งนิ่งๆกับไม่เห็นตัวมันอันไหนน่ากลัวกว่ากัน  และถ้าเรากำลังพยายามไล่ฆ่ามันอยู่ มันอาจจะใกล้ตายแต่ยังไม่ตาย หรือมันกำลังพยายามหนี มันก็ยังดีกว่าอยู่นิ่งเพราะมองไม่เห็นมัน แล้วก็ปล่อยให้มันสืบทอดทายาทต่อไปใช่ไหมล่ะ?

     คนไปหาหมอเพราะเป็นหวัด ไม่ได้แปลว่าใกล้ตาย แล้วคนไปหาจิตแพทย์แปลว่าเป็น โรคจิต งั้นหรือ

    หวังว่าเอนทรี่นี้จะทำให้ใครสักคนเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการไปหาจิตแพทย์ได้นะ  ได้โปรดอย่าทำให้การไปหาจิตแพทย์ ต้องกลายมาเป็นอุปสรรคของความหวังของใครสักคนอีกเลย  (ตราบใดที่คนๆนั้นไม่เป็นมากอ่ะนะ มันก็ต้องขึ้นกับวิจารณญาณของคุณหมอแหละค่ะ ว่าท่านจะยอมให้ไปหรือไม่ให้ไป ในกรณีของเราท่านยอมให้ไปเจ้าค่ะ )

          หลังจากวันนั้นคุณพ่อก็ได้ FW.  หนึ่งมา เกี่ยวกับ Gap year คือเป็นการท่องเที่ยวตะลุยเดี่ยวหนึ่งปีหลังเรียนจบม.6  หลังจากที่เรียนจบก็สอบมหาลัยไว้แล้วก็ไปตะลุยเดี่ยวค่ะ ไปเปิดโลกกว้างเองคนเดียว ตอนนี้ก็เลยมีแผนว่าจะทำแบบนั้นบ้าง อืมม์... ถึงจะไม่ได้ไปตอนนี้ก็ไม่ตาย หัวเราะที่หลังดังกว่าค่ะ

**ใครอยากได้FW.เมลล์นี้โพสแมลล์ไว้ได้เลยค่ะ เดี๋ยวส่งไปให้ ^^**

ตอนนั้นก็คงโตแล้วด้วย พอโตกว่านี้ก็น่าจะตักตวงอะไรได้คุ้มค่ากว่าความคิดเด็กๆที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

"ครั้งนั้นคือรอยยิ้มอีกครั้งคือน้ำตา ทุกครั้งคือการสร้าง(คน)ให้เป็นคน"

                                                                                  ichigoichie

                                                                                 (เป็ดปีกหัก) 

ปล. เอนทรี่นี้ไม่ได้กล่าวถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่ได้กล่าวหาว่าทุกคนต้องเป็นแบบเรา คนที่ไม่ได้เป็นก็ขอให้ใช้โอกาสอย่างคุ้มค่าและขออวยพรให้ทุกท่านโชคดี

      หวังว่าเอนทรี่นี้จะเป็นประโยชน์ให้ไม่มากก็น้อยนะคะ

 

"บ๊ายบาย ความหวังเก่าที่ถูกทำลาย ยินดีต้อนรับความหวังใหม่ที่แจ่มใสกว่าเดิม"

 

 

 

edit @ 30 Sep 2009 19:58:25 by kissey_love

เรื่องไข่ๆ[18+?]

posted on 12 Jun 2009 09:46 by ichigoichie  in KisseyDiary

ไม่มีอะไรจะอัพเลยอัพเรื่อง "ไข่ๆ" แทน

ไข่ต้ม ไข่เยี่.ยวม้า ไข่....ใต้กางเกง?

 เอาล่ะ เข้าเรื่อง

 

 ไข่ฟองที่ 1.

มันเกิดขึ้นตอนที่ข้าน้อยกำลังเดินทางกลับจากการไปเรียนพิเศษที่สยาม เงาหนังสือเล่มหนึ่งก็กะแทกลูกตาข้าน้อยอย่างแรง

  มันเป็นหนังสือ CG ที่มีรูปปกสวยงาม  

ข้าน้อย : พ่อซื้ออันนี้ให้หน่อย

พ่อ : อืมๆ

 

หลังจากนั้นข้าน้อยก็เปิดหนังสือพลิกไปพลิกมา

แม่ : หนังสืออะไรน่ะลูก 

ข้าน้อย : ซีจี (พลิกหน้าปกให้ดู)

แม่ : เค้าทำอะไรกันน่ะ

ข้าน้อย : ....

แม่ : เค้าอ้าปากอมไข่เหรอ

 ข้าน้อย : 

แม่ : หืม?

ข้าน้อย : มะ...แม่พูดอะไรออกมาน่ะ

 

 มันเป็นคำที่ข้าน้อยจำได้ไม่เคยลืม

ปล.หนูรักแม่นะ♥ 

 

ไข่ฟองที่ 2.

อันนี้เกิดขึ้นในตอนเย็น ณ ห้องแลปวิทย์ ข้าน้อยกับMกำลังทำการลอกเปลือกไข่กันอย่างสนุกสนาน  คือมันเป็นการทดลองเอาไข่ไปแช่น้ำส้มสายชู ไว้เกือบหนึ่งวันแล้วเอานิ้วมาถูๆเปลือกก็จะหลุกเหลือแต่เยื่อน่ะค่ะ

ข้าน้อยเป็นคนนั่งถู อาจารย์ท่านหนึ่งก็เข้ามา

อาจารย์ : อ่าว ยังไม่กลับอีกเหรอ

ข้าน้อย : อ่าค่ะ

อาจารย์ : ทำอะไรอยู่น่ะ

ข้าน้อย : นั่งถูไข่อยู่ค่ะ

M : (กระซิบเบาๆ)ไอ้เชี่ยยย... บ้าเรอะ

ข้าน้อย :  หือ? 

M : อะเอ่อ หมายถึง นั่งลอกเปลือกไข่อยู่น่ะค่ะ

ข้าน้อย : อ่อ(get ละ)  โฮะๆๆๆ

 

 

อนึ่ง ขออนุญาตเล่าความก่อน  เมื่อสิบชาติเศษที่แล้ว ข้าน้อยได้ไปทำการสอบชิงทุนมา  

 

ผลที่ได้คือ ผ่้าน 54 ได้ 56   เฉียดฉิว....สองคะแนน....

 เป็นสอบข้อเขียนค่ะอันนี้   ถามว่าเขาสอบอะไรมั่ง...

 เป็นข้อสอบchoice ฝนเอา  ออกหมดอ่ะ grammar read listen  อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละคนล่ะนะว่าเตรียมพร้อมมาขนาดไหน แต่สำหรับข้าน้อยเนี่ย ก็ไม่ได้อะไรมาก ทำแบบฝึกหัดอยู่สองสามครั้ง  แต่อย่าเครียด

เครียดไปไม่ได้อะไร ต้องให้กับใจตัวเอง กรุทำได้กรุทำได้ กรุมีสิทธิ์จะครอบครองมันและมันต้องเป็นของกรุโว้ย!!

*หมายเหตุ : จขบ.ไม่ได้ไปอัพยาที่ไหนมานะคะ !!

 แต่จะคิดอย่างนั้นอย่างเดียวก็ไม่ได้ แน่นอนว่าต้องฝึกฝนด้วย เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม แล้วลุย!!

อยากบอกว่าตอนสอบ มึน~  เวอร์แคบเดี๊ยนเน่าค่ะ   ตอนเขียน essay นี่แบบ คำศัพท์ไม่ได้ช่างมัน เยอะไว้ก่อน+เขาอ่านรู้เรื่องว่าเราต้องการอะไรจากโลกนี้ (ต้องการจะสื่อว่าอะไร)

ก็ทำไปเรื่อย~ คนที่มาพร้อมเรานี่ออกไปกันหมดแล้ว ล็อตใหม่เข้ามาแล้ว ฟังเทปแล้ว และกำลังจะเสร็จ ข้าน้อยถึงออก

 

มีข้อสอบทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

  เสร็จแล้วก็ไปสอบสัมภาษณ์ เป็นภาษาอังกฤษ  เทศกาลสาดภาษาอังกฤษใส่คนสอบเริ่มต้นขึ้นแล้ว!!

interviewer : Can you introduce yourself?

ข้าน้อย : .... (อึ้ง / ในใจคิด intriduce แปลว่าอะไรวะ แนะนำตัวรึเปล่า? ตายห่าๆๆๆ ตอนแรกมาก็แปลไม่ออกแล้วกรุจะรอดไหม )เอิ่ม... ห๊ะ

interviewer : in-tro-duce

ข้าน้อย : (ในใจคิด แปลว่าแนะนำตัวมั้ง เอาวะ)My name is ... i live in ... i live with... 

(พูดกระแดะเต็มที่ ภาษาอังกฤษที่ฝึกฝนมาตั้งกะอยู่ในห้องน้ำเมื่อคืนของวันวานซืนนี้น่าจะใช้ได้ล่ะน่า)

คือ เราต้องอวดอ้างตัวเองมีดียังไง(แต่ไม่ใช่เฟก!! บอกความจริงกับเขาซะ แล้วจะดีเอง)  และที่สำคัญคำถามที่ต้องเจอคือ

"ทำไมคุณถึงอยากไปญี่ปุ่น?"

ต้องตอบให้ได้นะ อย่าตอบว่า "ก็อยากไป" เด็ดขาด เอ็งหัวหลุดแน่

ในเรื่องของบุคคลิก มารยาท รอยยิ้ม สำคัญ!  ทำให้ดีที่สุด! นั่นแหละ กำลังใจเป็นส่วนสำคัญอย่างมากไม่ว่าในการทำข้อสอบใดๆ

 

ถ้าคุณกดดันและเครียดเกี่ยวกับเรื่องสอบ รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ชั้นต้องดีดดิ้นกระเสือกกระสนเพื่อแตะมันเพียงปลายเล็บ ไม่ว่าคุณจะผลักดันให้ตัวเองอ่านหนังสือแค่ไหน มันก็ไม่เข้าหัวหรอก

เชื่อสิ... ลองคิดสิว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะได้ ไม่ว่าเกรดของคุณจะผ่านเกณฑ์เขามาสัก 0.01 ก็ตาม

 กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะงั้น ห้ามกดดันตัวเองเด็ดขาด ทำให้กราฟสภาพจิตของคุณลอยสูงเด่นเข้าไว้ แล้วสมองคุณจะลื่นไหลเอง

ก่อนสัมภาษณ์ถ้ายังไม่พร้อมขอเวลาทำใจ ขอได้นะ  ไม่รู้สิ แต่ข้าน้อยขอ ส่วนนึงเพราะเด็กไปสอบไม่เยอะด้วยแหละ (แต่ถ้าหากคะแนนไม่ผ่านก็คือไม่ผ่านนะ)

 

ดูหนังอังกฤษเยอะๆ ช่วย...

สำเนียงคุณจะได้

สำนวนคุณจะได้

แต่แกรมม่า แล้วแต่คนว่ะ (_ _)

พล่ามมานาน(นี่แค่พล่ามนะ!!)

 

วันนี้ไปสอบสัมภาษณ์อีกครั้ง(ภาษาไทย) เขาก็ถามประมาณว่า

คนสัมภาษณ์ : หนูรู้อะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นมั้ง

จขบ :  (อึ้ง คือ สมองออกอาการเรียบเรียงอะไรไม่ถูก ส่วนนึงเพราะ ไม่สบายด้วยแหละ)

คนสัมภาษณ์ : ก็อย่างบางคนเจป็อบอะไรงี้

จขบ. : ก็คงการ์ตูนอ่ะค่ะ

 ครั้งนี้เขาก็ถามแบบ เรามีทัศนคติยังไง ในตอนนี้ เราวาดฝันไว้หรือไม่แล้วแบบไหนเราพร้อมมากขนาดไหนแล้ว เราเตรียมพร้อมรึยัง สำหรับอนาคตที่จะเกิดขึ้นโดยที่เราเองก็ไม่รู้มาก่อน

สำหรับคนที่จะไปญี่ปุ่น...

เป็นวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเขาน่ะค่ะ ที่จะเลี้ยงเราไว้แค่ 2-3 เดือนแล้วก็เปลี่ยนโฮส(แต่ไม่เปลี่ยนรร.) แต่ถ้าเราน่ารัก เขาอาจจะอยากฉุดมาเป็นลูกบุญธรรมเลยก็ได้(?)  

ที่สำคัญของการสอบสัมภาษณ์คืออย่าโกหกค่ะ อันนี้เรื่องจริง

"มั่นใจเข้าไว้ แล้วจะทำได้"

ข้าน้อยมีคำถามให้ตอบสองสามข้อ

1. ถ้าไปญี่ปุ่น คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเป็นเช่นไร

2. โฮสญี่ปุ่นจะเป็นคนแบบไหน

3. โดยปกติคนญี่ปุ่นเป็นคนขี้เกรงใจ ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมา คุณจะทำอย่างไร?

*4.ทำไมถึงอยากไปญี่ปุ่น? 

แค่นี้ล่ะค่ะ ฝากเอาไว้ ไปคิดกันเน้อ